“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” บันทึกเอาไว้ในหนังสือ “แฉเอกสารลับที่สุด ปราสาทพระวิหาร พ.ศ.2505-2551” เอาไว้อย่างน่าสนใจ ในบทที่ชื่อ “บทเรียนสำคัญการกรณีปราสาทพระวิหาร : ใครได้ ใครเสีย ?” ส่วนที่ 3 บทวิเคราะห์ : ใครได้ ใครเสีย? 

ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึง “ปัจจัย” อันทำให้ “ความขัดแย้ง” บานปลาย จนนำเรื่องทั้งหมดไปสู่กรณีที่ “กัมพูชา” ยื่นฟ้อง “ไทย” ต่อ “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” กระทั่งนำมาสู่ “คำพิพากษาในปี พ.ศ.2505” ว่า “ปัญหานี้คงไม่บานปลาย หากในวาระเริ่มแรก “ท่าที” ของแต่ละฝ่ายไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งยิ่งขึ้น ใครก็ตามที่อ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 5 สิงหาคม 2502 ก็จะเห็นได้ว่าก่อนกัมพูชาจะนำคดีขึ้นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ทำข้อเสนอแก่ นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้จัดตั้งเขตปลอดทหารในบริเวณปราสาทพระวิหารและรัศมี 5 กิโลเมตร พร้อมทั้งให้ทั้งสองประเทศจัดการและเฝ้ารักษาปราสาทร่วมกัน จึงมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจร่วม แต่ไทยปฏิเสธ
การที่มี “ท่าที” แข็งกร้าวใส่กัน ด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายของสื่อมวลชนเอง ก็มีผลต่อปฏิกิริยาของแต่ละฝ่าย ดังปรากฏว่ารัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยตอบโต้กรณีหนังสือพิมพ์สารเสรี และไทยรายวัน ลงข่าวโจมตีรัฐบาลกัมพูชาโดยใช้ถ้อยคำหยาบคาย เรื่อง “ท่าที” ของแต่ละฝ่ายนี่เองที่เพาะบ่มปัญหาให้ค้างคา …”
ชัดเจนว่า ในเรื่องที่มีความ “ละเอียดอ่อน” อย่างเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” และ “ดินแดนที่ติดกัน” ของ “ประเทศเพื่อนบ้าน” ที่ไม่สามารถ “ย้ายประเทศหนีจากกันได้” นั้น เรื่อง “ท่าที” และ “การสื่อสาร” เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาอย่างยิ่ง
ดังที่ปรากฎให้เห็นแล้วว่า ในช่วง “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ท่าที” ที่มีปัญหานั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อีกทั้งยังทำให้ “ปัญหา” ยากแก่การแก้ไขมากขึ้นกว่าเดิม
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือ “ท่าที” ที่เป็นปัญหา ยังสร้าง “ความเสียหาย” และ “ความสูญเสีย” ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี ให้กับ “ประชาชนคนไทย” ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง ไปจนถึง “ผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่” มากมาย
โดยใน กรณี “ปราสาทพระวิหาร” นั้นแม้ “ไทย” และ “กัมพูชา” จะมีปัญหากันมานาน แต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ ตั้งแต่ “ยุคล่าอาณานิคม” มาสู่ “ยุคกรณีพิพาทอินโดจีน” จนถึง “ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เปลี่ยนผ่านมาจนกระทั่ง “ยุคการเจรจากันระหว่างไทยและกัมพูชา” และ “ยุคที่มีคำพิพากษาของศาลโลก พ.ศ.2505”
แม้จะมีเหตุให้ระหองระแหงกันอยู่บ้าง แต่น้อยครั้งที่จะเกิดเหตุรุนแรงจนต้องเสียเลือด เสียเนื้อเป็นจำนวนมากอย่างเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน
เนื่องจาก “รัฐบาลไทย” แทบทุกยุคทุกสมัยพยายามรักษาบรรยากาศ เพื่อนำความ “สันติ” มาสู่ “ประชาชนคนไทย” โดยเฉพาะ “คนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน” ที่มีอยู่นับหมื่นนับแสนคน เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นจะต้องกลายเป็น “ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง” หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 10 กว่าปีให้หลังมานี้ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเหตุรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิตเลยก็ว่าได้
แม้กระทั่งใน “ยุครัฐบาลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)” หลังรัฐประหาร 2549 ที่แม้ประเทศไทยจะไม่เป็น “ประชาธิปไตย” เต็มรูปแบบมากนัก แต่ก็ยังไม่ทำให้ พี่น้องคนไทยบริเวณชายแดน จะต้องทุกข์ทนกับเหตุรุนแรงบริเวณชายแดน
โดย 3 เมษายน พ.ศ. 2552 ชายแดนไทยและกัมพูชา ก็เกิดการปะทะกันด้วย “อาวุธ” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีการปะทะสองรอบภายในวันเดียวกัน ผลก็คือ “ทหารเสียชีวิต 2 นาย”
จากนั้นสถานการณ์บริเวณชายแดน แม้จะดูตรึงเครียดมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหตุรุนแรงจนน่าวิตกกังวล
กระทั้งวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ก็เกิด “เรื่องไม่คาดฝัน” จนกลายเป็น “ปัญหาใหญ่” กระทบ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” เมื่อ “นายพนิช วิกิตเศรษฐ์” ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พรรคแกนนำรัฐบาล และนักการเมืองใกล้ชิด “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี กลับเป็น “ผู้นำคณะ” แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ 6 คน นำโดย นายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ลงพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และได้ข้ามพรมแดนบริเวณหลักเขตแดนที่ 46 บ้านภูมิโจกเจย (บ้านโชคชัย) ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา จนถูกทหารกัมพูชาควบคุมตัว พร้อมตั้งข้อหาเดินทางข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมายและรุกล้ำเขตทหาร โดยได้ถูกนำตัวไปขังไว้ในเรือนจำเปนย์ ซาร์ นอกกรุงพนมเปญ
โดยช่วงนั้น สื่อมวลชนไทยทุกสำนัก รายงานข่าวตรงกันใน 2 ประเด็นคือ 1.นายพนิช ได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ไปปฏิบัติภารกิจทำความเข้าใจกับเหล่าแกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ กัมพูชา และ 2. มีการให้ข้อมูลจากเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติบางส่วน ระบุว่า แกนนำมวลชนถูกแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลอกให้เดินทางไปพื้นที่ชายแดน

พนิชในท้ายที่สุด นายพนิช ได้รับการช่วยเหลือจาก “รัฐบาลนายอภิสิทธิ์” และ “พรรคประชาธิปัตย์” จนได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศไทย แต่นายวีระ และนางราตรี กลับต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำเปรยซอร์ ประเทศกัมพูชา

ผลจากกรณี 7 คนไทยล่วงล้ำดินแดนกัมพูชา จนกระทั่งถูกจับกุมในครั้งนั้น ทำให้สถานการณ์บริเวณชายแดนตรึงเครียดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 เกิดการปะทะกันอีกครั้ง นานถึง5 ชั่วโมง โดยมีรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศ ระบุว่า ทหารไทยเสียชีวิต 7 นาย ส่วนทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย โดยสื่อบางสำนักรายงานว่ามีการจับกุมทหารไทยไปอีก 5 นาย

แต่ที่น่าเสียใจ คือ ราษฎรไทย 1 คนหนึ่งเสียชีวิตจากกระสุนปืนใหญ่
อีกครั้งใน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 มีการปะทะกันอีกครั้ง และมีทหารไทย 1 นาย ถูกจับกุมตัวระหว่างการปะทะ
จากนั้น 8 กุมภาพันธ์ 2554 มีการปะทะกันอีกครั้ง แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
15 กุมภาพันธ์ 2554 เกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้ง โดยมีรายงานจากกองทัพระบุว่า ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
22 เมษายน 2554 เกิดการปะทะกันบริเวณชายแดน จังหวัดสุรินทร์ มีรายงานว่าทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บอีกกว่า 14 นาย
23 เมษายน 2554 มีรายงานว่าทหารไทยเสียชีวิตอีก 1 นาย
24 เมษายน 2554 มีรายงานว่าทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย
25 เมษายน 2554 มีรายงานทหารไทยเสียชีวิตอีก 1 นาย
27 เมษายน 2554 มีข่าวเศร้าอีกครั้งเมื่อ ชาวบ้านที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องได้รับผลกระทบจากการปะทะ เสียชีวิตลงอีก 1 ราย
28 เมษายน 2554 มีรายงานว่าทหารไทยต้องเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 นาย
กระทั่ง 1 พฤษภาคม 2554 มีรายงานว่าประชาชนที่ศูนย์อพยพ ได้เสียชีวิต 2 ราย เนื่องจากความเครียด
และ 2 พฤษภาคม 2554 ได้มีทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย
โดยตลอดเวลาที่มีความไม่สงบ นอกจากมีผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ จำนวนมากแล้ว ชาวบ้านตาดำๆ ที่อยู่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาน่าจะเป็น “ผู้ที่ได้รับผลกระทบ” มากที่สุด 

ทั้งๆที่เชื่อได้ว่า “ชาวบ้าน” เหล่านั้น “ไม่ได้เรียกร้องให้มีความรุนแรง” และเชื่อได้ว่า “ไม่ปรารถนาถึงสงคราม”

เพราะมีประชาชนนับหมื่น-นับแสนคน จะต้องอพยพออกจากถิ่นฐานบ้านเกิด ทุกครั้งที่เกิดการปะทะกัน

ที่สำคัญคือ แม้จะมีการปะทะกันจนมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

ซ้ำร้าย “ปัญหา” ต่างๆที่คาราคาซังอยู่แล้ว ก็ยิ่งแก้ไขยากยิ่งขึ้นไปอีก 

แต่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดปัญหา 3 เมษายน 2552 กระทั่ง 2 พฤษภาคม 2554
มี “คนไทย” ต้องเสียชีวิต “หลายสิบคน”
มี “คนไทย” ต้องบาดเจ็บ “หลายร้อยคน”
และมี “คนไทย” จะต้องได้รับผลกระทบ เดือดร้อน ต้องอพยพพลัดพรากถิ่นฐาน นับหมื่นนับแสนคน
ใครคือผู้รับผิดชอบ วิธีการแก้ไขปัญหา ด้วย “ท่าที” ที่ “รุนแรง” ดังที่เกิดขึ้น ???
จนถึงวันนี้ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น
“พรรคประชาธิปัตย์” พรรคแกนนำหลักของ “รัฐบาล” ขณะนั้น
ได้ “รับผิดชอบ” ใน “ท่าที” ที่ได้แสดงออกมา และสร้างความซับซ้อนของปัญหาให้มากขึ้นบ้างหรือไม่???

Related News

Share

About Author

mark

(0) Readers Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>