หลังจากที่ได้มีการนำข้อมูลการทุจริต “โครงการไทยเข้มแข็งกระรทรวงสาธารณสุข” 86,000 ล้านบาท ตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แล้ว 

มาถึงจุดนี้เห็นควรอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข้อมูลความพยายาม “กินพิสดาร” ซึ่งมีตั้งแต่รถพยาบาล เครื่องตรวจเต้านม เครื่องสลายนิ่ว เครื่องดมยาสลบ และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ
แต่ครั้นจะเขียนขึ้นมาเลยก็เกรงว่าจะจับไม่มั่น คั้นไม่ตาย เลยขอนำเสนอข้อมูล (ส่วนหนึ่ง) ที่พอจะสืบค้นมาได้ โดยเป็น “เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก” ซึ่งเว็บไซด์มติชน ได้นำเสนอผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข เอาไว้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2552  (เปิดเนื้อหาชมได้เพิ่มเติมตามในนี้  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1262139402&catid=02 )

หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี นำเอกสารรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล “มติชน” จึงได้คัดย่อสาระสำคัญในรายงานมานำเสนอเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้อ่านที่สนใจและติดตามในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
ผลการพิจารณา แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานปลัด สธ. 2.กรมการแพทย์
สำนักงานปลัด สธ. พบความผิดปกติ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ

1.สิ่งก่อสร้าง
-การบริหารจัดการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ตามที่ควร และไม่มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ ที่จำเป็นเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามนโยบาย
ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ ปล่อยให้มีการดำเนินการตามอำเภอใจ ในลักษณะ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หรือในลักษณะ “น้ำขึ้นให้รีบตัก” และมีการแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงโดยมิชอบ
-ผลการจัดสรรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการทั้งในปัจจุบันและในอนาคต หลายแห่งได้รับงบประมาณเกินความจำเป็นในขณะที่หน่วยงานที่ขาดแคลนไม่ได้รับงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา หลายแห่งจะได้อาคารที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นภาระแก่การบำรุงรักษา ขณะที่หลายแห่งไม่ได้รับอาคารที่จำเป็น
-ราคาสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ มีจำนวนมากที่สูงเกินความเป็นจริงไปมาก โดยน่าสงสัยว่าหน่วยงานและบุคคลที่มีหน้าที่ในการกำหนดราคา จะดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
-มีการแทรกแซงการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจ ดังกรณีตัวอย่างใน จ.ราชบุรี
-ความบกพร่อง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถ การขาดความเอาใจใส่ เจตนาปล่อยปละละเลย เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทั้งในการดึงงบประมาณลงพื้นที่ และการตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร
-มีผู้สมควรต้องรับผิดชอบกับความบกพร่อง ผิดพลาดและการดำเนินการที่ไม่สุจริต เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ ดังนี้ อดีตปลัด สธ. (นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์) อดีตรองปลัด สธ. (พญ.ศิริพร กัญชนะ) ได้รับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบโครงการ ปลัด สธ. (นพ.ไพจิตร์ วราชิต) รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) สมัยเป็นรองปลัด สธ. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ. ผอ.กองแบบแผน สำนักงานปลัด สธ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดราคากลาง และกำหนดราคากลางที่สูงเกินสมควรมาก ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบโครงการก่อนเสนอผู้มีอำนาจลงนามถึงสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายมานิต นพอมรบดี) ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานและโยกย้ายข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด

2.ครุภัณฑ์การแพทย์ มี 12 รายการ ได้แก่
-เครื่องตรวจสารชีวเคมีในเลือด (Automate Blood Chemistry) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ เป็นครุภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ จะนำเครื่องมือไปติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่มีบริษัทไปติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทำคำของบประมาณโดยส่งสเปคให้ และบางโรงพยาบาลถูกเร่งรัดข่มขู่ให้จัดทำคำขอ บริษัทดังกล่าวคือบริษัท Imed มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งคือ นพ.เศรษฐพันธ์ อัตถากรวัฒน์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ.ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำคำของบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ทั้งหมดกว่า 7,000 รายการ
-เครื่องช่วยหายใจ มีการจัดสรรเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ และไม่ตรงกับความต้องการ เช่น รพ.ป่าโมก รพ.โพธิ์ทอง รพ.ไชโย และ รพ.แสวงหา จ.อ่างทอง ไม่มีอายุรแพทย์ แต่ได้รับจัดสรรเครื่องช่วยหายใจชนิดวัดความจุปอดได้ ส่วน รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพราะไฟฟ้าดับบ่อย แต่ไม่ได้ กลับได้เครื่องช่วยหายใจแบบหย่าเครื่องอัตโนมัติแทน รพ.สกลนคร ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา 6 เครื่อง แต่กลับได้ชนิดวัดความจุปอด 3 เครื่อง ทำให้เปิดไอซียูเพิ่มอีก 6 เตียงไม่ได้

-เครื่องดมยาสลบ มีการจัดสรรเครื่องที่มีระบบการทำงานสูงเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ เช่น รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก รพ.หลังสวน จ.ชุมพร, รพ.พาน จ.เชียงราย ได้รับจัดสรรเครื่องแบบมีระบบวัดความลึกของการสลบ (BIS Monitor) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็น แต่ทำให้ราคาแพงเกินเหตุ บางโรงพยาบาล เช่น รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี รพ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับเครื่องดมยาสลบแบบมีเครื่องบันทึกการใช้ยาของวิสัญญีแพทย์ (Electronic Charting) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นและทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ

-เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจกลาง (Central Monitor) มีการจัดทำคำของบประมาณในราคาแพงเกินสมควร และแตกต่างกันมาก 3-10 ล้านบาท และมีการระบุข้อความที่เข้าข่ายเป็นการล็อคสเปคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทที่ครองตลาดอยู่เดิม คือข้อความว่าต้อง “เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้”

-เครื่องเอ็กซเรย์เต้านม (Mammogram) มีการจัดสรรเครื่องแบบดิจิตอล ในราคาแตกต่างกันมาก 17-28 ล้านบาท เครื่องแบบดังกล่าวราคาแพงกว่าแบบฟิล์ม 3-5.6 เท่า โดยที่คณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐมีคำแนะนำว่าเครื่องทั้ง 2 แบบ ให้ผลลัพธ์การทำงานไม่แตกต่างกัน เพราะแบบดิจิตอลที่มีราคาแพงมาก ไม่มีผลต่อการลดอัตราตายจากโรคมะเร็งเต้านม
-เครื่องสลายนิ่ว ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ
– มีการเขียนโครงการจัดซื้อในลักษณะเร่งรัดผิดสังเกต โดยกำหนดสเปคที่อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ และตั้งราคาสูงเกินสมควร บริษัทจำหน่ายเครื่องเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ รมช.สธ.
-เครื่องทำลายเชื้อด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) มีการจัดสรรให้ รพ.ชุมชนแห่งละ 1 เครื่อง รวม 800 เครื่อง ในราคาสูงเกินสมควร มีผู้เกี่ยวข้องในการสั่งการมาก
-รถปิคอัพดับเบิลแค็บ 320 คัน ราคาแพงเกินสมควร คันละ 1.72 แสนบาท และรถปิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีก 42 คัน ซึ่งแพงเกินสมควรคันละ 1 แสนบาท รวมมูลค่าที่แพงเกินสมควร 59.24 ล้านบาท
-รถพยาบาล มีความพยายาม “ฮั้ว” ซึ่งหากฮั้วสำเร็จจะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณคันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท โดยอาจมีการลดคุณภาพอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ประจำรถ ซึ่งเป็นการไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

-ยูนิตทำฟัน 400 เครื่อง จากสถาบันพระบรมราชชนก ราคายูนิตละ 6 แสนบาท เทียบกับที่จัดสรรให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ยูนิตละ 415,000 บาท จึงแพงกว่ายูนิตละ 185,000 บาท รวมแพงเกินสมควร 74 ล้านบาท
ครุภัณฑ์ทั้ง 12 รายการ หากมีการทบทวนจะประหยัดงบประมาณได้ 719.74 ล้านบาท และป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้ 645-1,308 ล้านบาท

3.รถพยาบาล
-มีการเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-น่าเชื่อว่ามีการไปร่วมกินอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารไดแนสตี้ในโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 จริง โดยผู้ร่วมกินอาหาร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรถพยาบาลรายใหญ่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ราย (บริษัท พูลภัณฑ์พัฒนา จำกัด 2 คน และบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด 2 คน) นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ที่ปรึกษา รมช.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช. และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สธ.
-น่าเชื่อว่าในการกินอาหารในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว มีความพยายามในการเจรจาให้มีการฮั้วกันเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลจริงด้วย

สูบ
เหตุผลดังนี้
1.แม้คำให้การของผู้บริหารระดับสูงของ สธ.จะเป็นเพียง “พยานบอกเล่า” แต่เนื้อหาสาระสำคัญตรงกันกับคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์จริงทุกประการ ทั้งเรื่องชื่อบริษัทรถที่มีการไปขอล็อคโควต้า ชื่อล็อบบี้ยิสต์ที่ทำหน้าที่เจรจา วิธีการฮั้ว จำนวนเงินผลประโยชน์ต่อคันที่ขอ และการแจ้งว่าถ้าไม่ร่วม “ฮั้ว” ก็จะไม่มีโอกาสได้งานนี้ เป็นต้น
2.นางศิริวรรณ ยอมรับว่าได้ไปพบปะ รมช.สธ.ในห้องอาหารดังกล่าว ในวันเวลาดังกล่าวจริง
3.นายมานิต ยอมรับว่าได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ในวัน-เวลา ตามข่าวจริง และได้พบกับนางศิริวรรณจริง แม้จะอ้างว่าไปพบเพื่อนเก่าชื่อนายวิจิตร และไม่ได้พบนายสุทธิชัย ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอ้างว่านายวิจิตร ไปขอพบถึงหน้าห้อง แต่ไม่ได้ให้เข้าพบ และได้นัดพบตอนเย็นหลังเลิกงานแทน โดยที่นายมานิตย้ำว่า ปกติตนจะกลับพื้นที่ราชบุรีเป็นประจำทุกวัน เว้นเฉพาะเมื่อมีภารกิจจำเป็น เมื่อเพื่อนเก่ามาขอพบถึงหน้าห้องกลับไม่ให้เข้าพบ แต่นัดให้ไปพบตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ตนจะกลับราชบุรี การที่ต้องเดินทางไปที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าวเวลาหัวค่ำ ย่อมต้องเสียเวลามาก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก เมื่อไปพบก็อ้างว่าพบกันเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัย สำหรับนายสุทธิชัย นายมานิต รับว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะและแผนกเดียวกัน เมื่อเรียนจบยังมาทำงานด้วยกันและมีที่ทำการบริษัทอยู่สถานที่เดียวกัน เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้นายสุทธิชัยเป็นที่ปรึกษา แต่น่าแปลกที่มอบหมายงานทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งนายสุทธิชัยไม่มีความรู้ความชำนาญให้ทำ คือ เรื่องวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจอี และเรื่องโรคชิคุนกุนยา
4.นายสุทธิชัย ยอมรับว่าสนิทสนมกับนายมานิต เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็มาตั้งบริษัทรับเหมาด้วยกัน และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อนายมานิตได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.สธ.โดยได้รับให้คำปรึกษาเรื่องโรคชิคุนกุนยา และเรื่องการก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีแผ่นดินไหวซึ่งตนเป็นวิศวกร แต่ไม่ระบุว่าที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นมีการพิจารณาเรื่องอาคารสำหรับบริเวณที่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทยหรือไม่ นายสุทธิชัยยืนยันว่าตนไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ดี
นายสุทธิชัยยอมรับว่าในวันดังกล่าว นายวิจิตรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไปหาตนที่กระทรวงสาธารณสุข ช่วง 09.00-11.00 น. ได้พบตน แต่ไม่ได้พบนายมานิตโดยอ้างว่านายมานิตไม่อยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของนายมานิต และนายสุทธิชัยยังยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางศิริวรรณเลย ทั้งๆ ที่ห้องที่ปรึกษาที่ตนเข้าไปทำงานเป็นประจำกับห้องทำงานของนางศิริวรรณอยู่ใกล้ๆ กัน กรณีที่อ้างว่า ทีมงานของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย “เกาเหลา” กัน ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงที่นางศิริวรรณได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการว่าตนได้ไปที่โรงแรมเซนทารา และเมื่อทราบว่ารัฐมนตรีช่วยกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารไดแนสตี้ยังได้ขึ้นไปพบและร่วมกินอาหารด้วย รวมทั้งเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีการระบุชื่อย่อผู้เกี่ยวข้อง มีอักษร “ส” อยู่ด้วย นายสุทธิชัยก็เฉยๆ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า
คำให้การของนายสุทธิชัยมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะเรื่องนายวิจิตรกับนายมานิต และเรื่องที่ไม่รู้จักกับนางศิริวรรณ คณะกรรมการไม่แปลกใจที่นายสุทธิชัยจะให้การว่าไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 สอดคล้องกับคำให้การของนายมานิต ซึ่งก็ให้การว่าไม่พบนายสุทธิชัยในห้องอาหารที่ภัตตาคารไดแนสตี้มีข้อสังเกตว่าเมื่อคณะกรรมการได้เรียกนายสุทธิชัยมาให้ถ้อยคำครั้งแรก เพื่อให้ไม่มีเวลาซักซ้อมกับนายมานิต นายสุทธิชัยอ้างติดภารกิจในต่างจังหวัด และได้ขอไปให้ถ้อยคำในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2552 แทน ซึ่งเหตุผลความจำเป็นเรื่องติดภารกิจไปปลูกต้นไม้ น่าจะไม่ใช่เหตุผลสมควร
สรุปแล้ว คณะกรรมการเชื่อว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการ “ฮั้ว” การจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง โดยมีการขอผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท ซึ่งตรงกับการขอปรับราคารถพยาบาลที่เคยจัดซื้อได้เดิมคันละ 1.7 ล้านบาท เป็นคันละ 1.8 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเรื่องราวปรากฏเป็นข่าว ก็อาจมีการ “ฮั้ว” สำเร็จ และวงเงินผลประโยชน์ในรายการนี้ก็สูงถึง 80 ล้านบาท

4.เครื่องยูวี-แฟน
-การของบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรจากส่วนกลางจริง โดยไม่มีคำขอจากหน่วยงานผู้ใช้

-การจัดสรรงบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะราคาต่อหน่วยเพียง 40,000 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าครุภัณฑ์การแพทย์สำหรับบริการทุติยภูมิให้มีราคาตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ครุภัณฑ์ราคา 40,000 บาทโรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง

-มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจริง ที่ จ.สงขลา โดยจังหวัดสั่งการให้ดำเนินการ “ด่วนที่สุด” โดยใช้สเปคของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัดจริง ซึ่งสเปคดังกล่าวมีความบกพร่องและมีลักษณะเป็นการล็อคสเปคให้แก่สินค้าของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย

-มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้บรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟน เข้าในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ !!!

Related News

Share

About Author

mark